🍀บำเหน็จ บำนาญ🍀
| Q1: กรณีลาไปศึกษาต่อจะต้องนําระยะเวลาที่ลาไปศึกษามาหักเวลาอายุราชการ เพื่อคำนวณเหน็จ บํานาญด้วยหรือไม่ |
|
A1: กรณีลาไปศึกษาต่อโดยยังได้รับเงินเดือน จากทางราชการ ไม่ต้องนํามาหักจากเวลาราชการปกติ แต่ถ้าช่วงเวลาที่ลาไปศึกษาต่อเป็นระหว่างเวลาราชการทวีคูณให้นับเวลา อายุราชการตามปกติไม่ให้นับเวลาทวีคูณ |
| Q2: ข้าราชการและลูกจ้างที่ถึงแก่ความตายในระหว่างรับราชการมีหลักเกณฑ์การได้รับเงินช่วยเหลืออย่างไรบ้าง |
|
A2: ข้าราชการหรือลูกจ้างที่ถึงแก่ความตายในระหว่างรับราชการ มีหลักเกณฑ์การจ่าย เงินช่วยพิเศษคือ จ่ายเงินช่วยพิเศษ 3 เท่าของเงินเดือนเต็มเดือน ในเดือนที่ถึง แก่ความตาย โดยจ่ายให้แก่บุคคลซึ่งข้าราชการหรือลูกจ้างได้แสดงเจตนาไว้โดย ได้ทําเป็นหนังสือยื่นต่อส่วนราชการเจ้าสังกัดตามแบบที่กรมบัญชีกลาง าหนด แต่หากมิได้แสดงเจตนาไว้ให้จ่ายให้แก่บุคคลตามลําดับ ดังนี้ |
| Q3: กรณีผู้รับบํานาญถึงแก่ความตาย ทายาทมีสิทธิได้รับอะไรจากทางราชการบ้าง |
| A3: ทายาทมีสิทธิได้รับบําเหน็จตกทอด โดยคํานวณจากบํานาญบวก ช.ค.บ. (ถ้ามี) คูณด้วย 30 เท่า หักด้วยบําเหน็จดํารงชีพ (ซึ่งข้าราชการบํานาญมีสิทธิขอ รับไปก่อน จํานวน 15 เท่าของบํานาญบวก ช.ค.บ. แต่ไม่เกิน 200,000 บาท) และเงิน ช่วยพิเศษเป็นจํานวน 3 เท่าของบํานาญบอก ช.ค.บ. (ช.ค.บ. หมายถึง เงินช่วยค่าครองชีพ ผู้รับเบี้ยหวัดทํานาญ) (ที่มา : วารสารกรมบัญชีกลาง ปีที่ 49 ฉบับที่ 3 เดือนพฤษภาคม - มิถุนายน 2551) |
| Q4: กรณีลาออกจากราชการเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2546 ได้รับบําเหน็จปกติ จํานวน 200,000 บาท ต่อมา กลับเข้ารับราชการเมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2550 จะนํา เวลาราชการครั้งแรกมาต่อกับเวลาราชการในครั้งหลังได้หรือไม่ |
| A4: กรณีนี้สามารถนับรวมเวลาได้ แต่ต้องคืนเงินบําเหน็จพร้อมดอกเบี้ย ซึ่งเป็นอัตราดอกเบี้ยเงินฝากประจําของธนาคารออมสิน (ที่มา : วารสารกรมบัญชีกลาง ปีที่ 49 ฉบับที่ 3 เดือนพฤษภาคม – มิถุนายน 2551) |



กระทรวงเกษตรและสหกรณ์
กรมปศุสัตว์